Talk

   หลังจากค่อนข้างแน่นอนว่าตอนนี้ YOSHIKI อยู่แอลเอแล้วเรียบร้อย  ทุกอย่างก็เงียบบบบบบบบบ  ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่ก็เหงาอ่า  T0T

 

   แม้ไม่มีข่าวอะไรจะมาอัพ (จริงๆหากจะเอาพวกเล็กๆน้อยๆมากๆๆๆๆมันก็พอมีอยู่น่ะนะ)  แต่เราก็ยังต้องการปลูกต้นไม้! (<-- จุดประสงค์ที่แท้จริง)  แหะๆ  แต่จริงๆเนี่ย  เพราะไปเจออะไรบังเอิญที่อยากเอามาพูดถึงด้วยล่ะค่ะ

 

   ตอนนี้กำลังฟังพวก instrumental อยู่  จริงๆเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าแปลกสำหรับตัวเอง  เพราะปกติจะชอบฟังโอเปร่ามากกว่า (รู้สึกมันได้เนื้อได้น้ำเยอะดี)  ที่น่าแปลกหนักคือช่วงนี้ดันชอบฟังเพลงเปียโนแฮะ!  ก็ปกติเค้าชอบเสียงเครื่องสายพร้อมด้วยวงออร์เคสตรากระหึ่มๆอ่ะ (เป็นพวกชอบอะไรเวอร์ๆ)  ^^;  นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจ  หลังจากเพิ่งแปลกใจสุดๆเมื่อพบว่าช่วงหลังๆมาชักชอบการตีความของ Jascha Heifetz (สุดยอดนักไวโอลินแห่งศตวรรษที่ 20  รังเกียจการตีความแบบแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกเกินเหตุ  เลยมีเสียงวิจารณ์ว่าไวโอลินของแกเพอร์เฟ็คต์จนเหมือน "อุตสาหกรรม")  จริงๆเป็นคนชอบอะไรน้ำเน่าๆแท้ๆ  หรือเราเริ่มจะมีรสนิยมขึ้นมากับเขาบ้างแล้วนี่?

 

   อย่างไรก็ดี  ช่วงนี้กำลังกรี๊ดเพลงนี้มากค่ะ  "Liebesträume" ("ฝันรัก") โดย Franz Liszt  ฟังไปพร้อมอ่านหนังสือชีวประวัติโยชิกิไปนี่เคลิ้มดีจริงๆ  เลือกเวอร์ชั่น Kissin มาแปะ  จริงๆก็ชอบ Lang Lang อยู่นะ  แต่พี่แกทำหน้าตาฮาเกิ๊น  ดูในยูทูบทีไรนี่อาศัยฟังอย่างเดียวไม่เคยดูภาพ  แบบว่าเห็นแล้วมัน.... (อยากรู้ว่าเป็นไงลองเสิร์ชดูเอาเองเนะ)  แต่ก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาทันใดว่า  บางอย่างมันก็ขึ้นกับหน้าตาจริงๆนะ  คือเวลาเห็นโยใส่อารมณ์ตอนตีกลองหรือเล่นเปียโนเนี่ย  ชอบดูมากเพราะรู้สึกสวยเซ็กซี่มีเสน่ห์ดี  แต่เวลานักเปียโน (ถึงจะเป็นระดับ virtuoso ก็เหอะ) คนอื่นทำนี่บางครั้งบางคนมันก็...       

 

 

 

   พอดีกับที่กำลังคลั่งเพลงนี้  ก็บังเอิญไปเจอะเข้ากับคลิปนี้ของ YOSHIKI พอดี 

 

 

   ประมาณนาทีที่ 2.06  อั๊งงงง  โยฟัง Liebesträume ในห้องน้ำด้วยล่ะ  >w<  ฮะๆๆ  เธอสุนทรีย์ดีเนอะ  ว่าแต่ไอ้กระจกนั่นน่ะ...  เห็นทีไรก็......  = =;  แต่จริงๆหากตอนถ่าย Standing Sex มาเป็นกระจกแบบนี้แทนคงดีเนาะ 

 

 

   อีกเพลงที่ช่วงนี้หยิบมาฟังบ่อยๆ  Symphony No.3 Op.36 หรือ "Symphony of Sorrowful Songs" ของ Henryk Górecki  เพลงนี้หลายๆคนอาจจำกันได้  และแน่นอนว่าทุกคนที่ได้ดู Drum Solo ของ YOSHIKI หลังรียูเนี่ยนเป็นต้นมาต้องเคยได้ยินกันทุกคน  ก็มันถูกใช้เป็น BGM แทบจะทุกครั้งเลยอ่ะ    ยกตัวอย่างเช่น...

 

 

   ตอนช่วงนาทีที่ 4.35 - 5.23  ดูแล้วรู้สึกยังไงกันมั่งคะ?

 

   ส่วนตัวแล้วเนี่ย  เห็นเธอเป็นแบบนั้น + ดนตรีประกอบ + เวที + ผู้ชม ฯลฯ แล้ว  เรารู้สึกเหมือน YOSHIKI ณ ขณะนั้นเหมือนเลยจากความเป็นมนุษย์ไปแล้วจริงๆนะ  ^^'  (อันนี้ไปรู้สึกชัดเจนเอาตอนได้เห็นเธอตีกลองใกล้ๆในคอนเสิร์ต)  จะว่าพระเจ้าก็ไม่เชิง  มันเป็นอารมณ์แบบ "พระผู้ไถ่" หรือ Martyr มากกว่า  เป็นฉากที่ดรามาติกมากจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นไลฟ์  สมควรจะอยู่ในโรงละครมากกว่าเวทีคอนเสิร์ต  เลยพลอยทำให้จากเดิมที่ไม่ได้โปรดปรานเพลงนี้อะไรมากมาย  พอดูเสร็จต้องรีบกลับไปคุ้ยมาฟังเลยทีเดียว  คุ้ยไปคุ้ยมาก็เกิดอยากรู้ว่าตกลงเพลงนี้พูดถึงอะไรกันแน่  ที่ผ่านมาอิมเมจของเพลงนี้ในหัวเราจะเป็นเพลงที่อุทิศให้เหยื่อของนาซีมาตลอด  แต่พอลองค้นดู  ปรากฏว่าไม่ใช่ซะทีเดียวแฮะ  ซิมโฟนีบทนี้มี 3 movement  (ตามขนบซิมโฟนี)  แต่ละมูฟเมนต์มีธีมของตัวเองอยู่  คือเป็นความโศกเศร้าจากการพลัดพรากโดย  ท่อนที่ 1: แม่ถึงลูก  ท่อนที่ 2: ลูกถึงแม่  ท่อนที่ 3: แม่ถึงลูก  ที่ถูกเอามาใช้ในคอนเสิร์ต X JAPAN คือท่อนแรก  ซึ่งปรากฏว่าเป็นการคร่ำครวญของพระแม่มารีถึงพระเยซู  แปลเป็นอังกฤษมีความว่า

 

  My son, my chosen and beloved


Share your wounds with your mother


And because, dear son, I have always carried you in my heart,


And always served you faithfully


Speak to your mother, to make her happy,


Although you are already leaving me, my cherished hope.
 

 

   ทะ... ที่คิดไว้มันตรงด้วยล่ะ!!!  >0<  555  แต่นาทีนั้นเราเห็นเธอเป็น "พระผู้ไถ่" จริงๆนะ  รู้สึกเหมือนตัวเองช่างเป็นมนุษย์บาปหนา (ที่ชอบดูดรัมโซโลด้วยสายตาอกุศล  ประมาณว่ากึ่งๆดูหนังเอวี)  ส่วนโยจจังเป็นพระผู้ไถ่ลูกแกะจากความหลงผิด  เหอๆ  สังเกตมั้ยว่าดรัมโซโลหลังรียูเนี่ยนมา  ช่วงดรามาติดแนวนี้จะโผล่ตอนเข้าช่วงที่มีเสียงโซปราโนร้องขึ้นมาตลอด  ที่สุดแห่งการบิวท์อารมณ์จริงๆ (หรือเพราะเราชอบของแนวนี้อยู่แล้วเลยบิวท์ง่าย?)  โยดูมีพรสวรรค์ด้าน theatre ใช้ได้ในระดับนึงเลยนะเนี่ย  เคยเห็นหลายคนบอกว่าดรัมโซโลเป็นช่วงที่น่าเบื่อ  แต่เราว่าหากดูโดยตีความจากองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดแล้ว  มันเป็น staging ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเลยเน้  เคยเห็นคน (ฝรั่ง) บ่นว่าโยจะเอาดนตรีคลาสสิกมาใส่เป็นแบ็คกราวนด์ตอนดรัมโซโลทำไม  ไม่เข้าใจว่ามันมีความจำเป็นอะไรตรงไหน  แหมมมมม  จำเป็นสุดๆเลยล่ะ  ขอบอกกกก

 

 

 

ป.ล. อ่านหนังสือโยถึงตอนแต่ง Art of Life  แปลกใจว่าทั้งที่เนื้อหาส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้ว  แต่ยังไม่กล้าอ่านข้ามยังกะกลัวสปอยล์ตัวเองซะงั้นแหละ  = ='

 

 

 

   ยังอ่านไม่จบ...

 

   แหะๆ  ก็เพิ่งไปรับตัวประกันมาเมื่อวานอ่ะ  อ่านหนังสือหนาเกือบ 500 หน้า (แถมภาษาญี่ปุ่น) จบได้ก็เก่งเกินแร้วววว  ตอนนี้อ่านถึงบทที่ 3  อีตาโทชิมิตสึกำลังมาชวนคุณหนูโยชิกิหอบผ้าหนีอยู่พอดีเชียว  >w<  ที่จริงตอนแรกตั้งใจว่าอ่านจบแล้วจะเขียนรีวิวเป็นเรื่องเป็นราว  แต่อ่านไปอ่านมา  เอามาพูดถึงก่อนก็คงไม่กระไร  จะได้หาคนมาช่วยกรี๊ดด้วยล่ะ 

 

   พูดถึงตัวหนังสือก่อน  ก็เป็นไปตาม format ของหนังสือปกแข็งสำนักพิมพ์คาโดกาว่า (พอดีมีปกแข็งของเจ้านี้อยู่ในครอบครองหลายเล่มเนะ)  พอจับปอกเปลือกถอดปกออกก็จะเจอปกแข็งๆสีขาวๆเทาๆเงินๆ (<-- ตกลงจะสีอะไรกันแน่?) เรียบๆธรรมดา (ที่พูดงี้เพราะเรามีหนังสือปกแข็งของคาโดกาว่าที่พอปอกเปลือกออกมาแล้วงามมั่กๆอยู่ฮ่ะ)  มีพิมพ์ชื่อหนังสือตรงสันปกด้านในอีกที  เรียกว่าโดยรวมแล้วก็เป็นไปตามปกติสามัญ  ไม่ได้จะมีอะไรวิลิศมาหราเลิศหรูแต่อย่างใด  แต่จะว่าไปก็เห็นหนังสือญี่ปุ่นเป็นงี้กันแทบทั้งนั้นอยู่แล้ว  เทียบกันแล้วของพวกหนังสือแปลของไทยดูพยายามครีเอทกว่าเยอะ (โดยสันดานส่วนตัวเป็นพวกไม่ใส่ใจกับดีไซน์อะไรเท่าไหร่  ขอแค่พิมพ์มาเรียบร้อยไม่อุบาทว์ก็โอแล้ว  ไม่ต้องสวยก็ได้แต่ช่วยถูกหน่อยเถอะ)  อ้อ  หากจะมีอะไรพิเศษก็คงเป็นคนที่สั่งจาก Ym จะได้ปกขาวพร้อมที่คั่นหนังสือเจ้าหญิงนิทรากระมัง  แต่บวกค่าบริการโน่นนี่เพิ่มเข้าไปจากราคาอีกประมาณพันกว่าเยนนะ  ^^'

 

   เปิดหนังสือมาก็จะพบกับหน้าสี 8 หน้า  ใน 8 หน้านี้แหละที่เอารูปโยชิกิวัยเด็กทั้งหลายแหล่มาหลอกล่อแฟนๆ  ได้ข่าวว่าคนที่ติดกับหลายคนกรีดร้องว่านี่มันเอารูปมาย่อให้เล็กแล้วแปะอยู่หน้าเดียวกันนี่นา  ที่จริงไหนๆก็เอามาให้ดูแล้วทั้งที  น่าจะเอารูปใหญ่ๆชัดๆไปเลยนา  แต่เอาเถอะ  สิ่งที่เราสนใจที่สุดไม่ใช่รูปแต่เป็นเนื้อหานี่นา!

 

   ในส่วนของเนื้อหา......  เนื่องจากได้ยินคำร่ำลือมามากมายเกี่ยวกับความเศร้า  และแค่ดูจั่วหัวก็รู้แล้วว่าร้องไห้แน่ๆ  เลยข้ามไปอ่านบทที่ 2 ที่เป็นเรื่องของโยจจังวัยเด็กก่อน  แต่แล้วก็รู้สึกว่าไงๆก็ต้องกลับมาอ่านอยู่ดี  กลั้นใจอ่านมันซะตอนนี้แหละ!  ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาด  น้ำตาหยดแหมะๆ (รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้เลยอ่านจากฉบับซีร็อกซ์  เดี๋ยวตัวจริงจะเปรอะคราบน้ำตา)  แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่  ที่สำคัญคือเจ้าโรคเก่าตั้งแต่ปี 1998 ที่พอร้องไห้แล้วจะปวดหัวแทบระเบิดก็กลับมาด้วย  TT A TT  แต่ถึงงั้นก็ยังทนอ่านจนจบ (พร้อมซัดยาไปด้วย) นะ  ขอแนะนำผู้ที่จะเอาไปอ่านในที่สาธารณะ  หากใจไม่แข็งพอกรุณาข้าม Prologue กับบทแรกไปก่อนเลยค่ะ  มันยากจะทนจริงๆ  บังเอิญด้วยว่าตอนนั่งอ่านเพลง Memorial ของ Michael Nyman ขึ้นพอดี  (เป็นเพลงที่แต่งให้เหมือนประมาณมาร์ชงานศพ  บางคนก็เรียกเพลงนี้ว่า "Memorial Requiem"  เห็นว่าเดิม Nyman แต่งอุทิศให้กับแฟนบอลทีม Juventus ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่มีเรื่องกันกับแฟนทีมลิเวอร์พูลในปี 1985  ใครรู้รายละเอียดรบกวนช่วยเล่าให้ฟังหน่อยนะคะ  ไม่ได้เป็นแฟนบอลเลยไม่รู้เรื่องอ่ะ)  เลยยิ่งน้ำตาแตกไปกันใหญ่  เฮ้อ....

 

   ไปเจอเพลงนี้ในยูทูบด้วย  แต่เป็นเวอร์ชั่นย่นย่อ  ของจริงจะยาวประมาณ 11 นาทีค่ะ  ใครอยากได้เดี๋ยวอัพโหลดให้เน้

 

            

 

 

   อย่างไรก็ดี  พอจบบทที่ 1 ไปได้ก็เริ่มสนุกขึ้นแล้วค่ะ (แม้จะยังไม่หมดเรื่องเศร้าซะทีเดียว)  เพราะเป็นเรื่องของโยชิกิตั้งแต่แรกเกิด  ซึ่งพออ่านแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมเธอถึงถูกเลี้ยงมาแบบ "โอ๋" ขนาดนี้  เพราะคุณแม่ประสบภาวะคลอดยาก  แถมพอคลอดออกมาได้ลูกก็ดันร่างกายอ่อนแอซะอีก  ทั้งคุณพ่อคุณแม่เลยคอยประคบประหงมสุดชีวิต  เอาเข้าจริงเนี่ย  อ่านๆไป  โคกิซังที่เป็นน้องชายแท้ๆยังดูเข้มแข็งเป็นผู้ใหญ่กว่าเยอะ  แทนที่คุณพี่จะปกป้องคุณน้องดันกลายเป็นเหมือนคุณน้องพยายามปกป้องคุณพี่ซะงั้น    หรือเพราะมีพี่ชายแบบนี้เลยต้องเข้มแข็งขึ้นมาเองแบบช่วยไม่ได้กันนะ?

 

   เล่ามากกว่านี้ก็สปอยล์กันไปซะเปล่าๆเนอะ  เอาเป็นว่าหลังจากที่อ่านไปได้ร้อยกว่าหน้า  ก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า  "ตกลงไอ้เรื่องที่รู้มานี่มันไม่ใช่แค่ข่าวลือเรอะ!"  ^^'  คือเป็นมนุษย์ที่อะไรที่ไม่รู้แหล่งที่มาแน่นอนจะแทงว่าเป็นข่าวลือไปก่อน  (แต่เก็บข้อมูลไว้ในสมองเผื่อมีประโยชน์วันหลังเนะ)  แล้วพอมาอ่านเล่มนี้เลยเกิดอาการ  "โอ้ววว  นึกว่าข่าวลือซะอีกนะเนี่ย"  อย่างเรื่องที่คุณพ่อเธอขับ Lincoln Continental ไปรับเธอบ่อยๆอะไรพวกนี้  แต่ข่าวลือบางเรื่องก็เป็นแค่ข่าวลือจริงๆเหมือนกัน  อย่างเช่น... สาเหตุการเสียชีวิตของคุณพ่อ...... (ที่มักลือกันว่าเพราะผูกคอตาย)  อ้อ  แล้วก็เพิ่งได้รู้สาเหตุที่ทำให้เธอกลายเป็นเด็กเกเรด้วยล่ะ  **spoil**  เรื่องของเรื่องคือ  หลังจากที่โยขึ้น ม.ต้นได้ไม่นาน  จู่ๆเธอก็โดนอาจารย์ลากไปโกนหัวเกรียนซะอย่างนั้น  ตอนนั้นผมโยยาวกว่ากฎของโรงเรียนอยู่นิดหน่อย  คือผมด้านหน้ายาวลงมาระคิ้ว  ด้านข้างก็ยาวปิดหู  (<-- ทรงแบบที่เธอน่ารักค่อดๆอ่ะ)  พอเธอดิ้นไม่ยอมอาจารย์คนอื่นก็มาช่วยกันจับเอาไว้จนโกนผมสำเร็จในที่สุด  เป็นเรื่องที่ทำให้โยช็อคมาก  แถมยังโดนคนอื่นล้ออีกต่างหาก  เป็นอะไรที่เธอรู้สึกรับไม่ได้แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอ  แล้วหลังจากนั้นเลยเริ่มกลายเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่รู้ๆกัน  **

 

   พูดถึงเรื่องการเขียนบ้าง  วิธีเขียนที่ใช้เป็นแบบกึ่งๆนิยายค่ะ  บางช่วงก็ดูนิย้ายนิยาย  แต่อาจเป็นเพราะชีวิตโยมันดูนิย้ายนิยายอยู่แล้วก็ได้  แต่แหมมม  ว่าไงดีล่ะ  ช่างเหมือนนางเอกนิยายรันทดแสนเศร้าอะไรอย่างนี้นะ  ^^'  บางช่วงก็แอบเหมือนนิยายวายนิดๆ  โดยเฉพาะตอนพูดถึงโทชิครั้งแรก (สมัยโยยังเด็ก) เนี่ย  อืมมมมมมม  มันช่างงงง  แบบว่าตอนนั้นโยชิกิเป็นเด็กอ่อนแอขี้โรค  ถูกประคบประหงมเลี้ยงดูมาแบบคุณหนู๊คุณหนู  แล้วก็ว่าช่างเป็นภาพที่แตกต่างกับโทชิมิตสึ (ลูกชาวบ้านสามัญ) ผู้มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เสียนี่กระไร  อ่านแล้วมันก็นะ... wwww  เอาเต๊อะ  ก็โมเอะดีฮ่ะ  เอาอีก!!

 

   อ้อ  อีกเรื่องที่อยากพูดถึง  คือหนังสือ 「YOSHIKI/佳樹」เล่มนี้  โคมัตสึ นารุมิซังซึ่งเป็นผู้เขียนไม่ได้ใช้ source ที่เป็นจากการสัมภาษณ์ YOSHIKI โดยตรงเพียงอย่างเดียว  เอ็นทรี่ที่แล้วที่เป็นสัมภาษณ์โคมัตสึซังก็มีบอกว่า     "เมื่อปี 1999 ฉันมีโอกาสได้สัมภาษณ์ YOSHIKI ซังหนนึงค่ะ  จุดเริ่มต้นคือหลังจากนั้นอีกหนึ่งปี  YOSHIKI ซังก็มอบหมายหน้าที่ให้  บอกว่า  'เรื่องที่ผมจะทำให้แฟนๆได้ก็คือการให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผม  แต่หากให้ผมพูดอย่างเดียวก็คงดึงเอาทั้งหมดของตัวผมออกมาไม่ได้  อยากให้ช่วยมองผมจากมุมสูง  สัมภาษณ์คนรอบตัวผม  แล้วเขียนเรื่องที่แม้แต่ผมก็ยังไม่รู้ด้วยนะครับ'"  ดังนั้น sources ที่ใช้จึงมีหลากหลาย  และได้เขียนบอกไว้ที่ท้ายเล่มด้วยว่าใช้อะไรบ้างค่ะ

 

   ว่าแล้วก็ชวนเล่นเกมหน่อยดีกว่า  (เมื่อวานตอนมีตก็เล่นมาหนนึงละ)  เนื่องจากในหนังสือโยมีรูปของเธอวัยเด็กตีพิมพ์อยู่  หลายรูปเป็นการถ่ายกับเพื่อนคนอื่นๆ  ซึ่งก็จะมีตัวหนังสือบอกรายละเอียดเอาไว้สั้นๆว่าโยชิกิคือคนไหน  แล้วบางรูปก็ทำให้อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าคนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นนี่ดูแล้วจะรู้มั้ยนะ  ก็เลยเอาไปทดลองกับหลายๆคนดู  ผลออกมาค่อนข้างน่าประหลาดใจ  ไหนลองเอามาแปะที่นี่ซิว่าจะได้ผลเหมือนกันรึเปล่า

 

   คำถาม:  ในบรรดาหนูๆเหล่านี้  เด็กคนไหนคือโยชิกิน้อยขณะอยู่ ป.4 เอ่ย?

 

      

 

   คนที่รู้คำตอบแล้วอุบไว้ก่อนนะ!!!

 

 

   อีกรูป  อันนี้ควันหลงจากงานเยือนร้านหนังสือในโตเกียวเมื่อวันที่ 16 ม.ย.ที่ผ่านมา  มันแบรบว่า... ww  เธอดูเหมือนสาวน้อยตื่นกลัวเลยอ่าาาา  โมเอ๊~~   

 

   

    

 

 

ป.ล. เกือบลืมข่าวน่ายืนดี  วันนี้  อ๊ะ  ต้องเมื่อวานแล้วสินะ  เอาเป็นว่าคาวามุระ ริวอิจิ  นักร้องนำวง Luna Sea ได้ลูกชายคนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่า  หนักตั้งสามโลกว่าแน่ะ!  ยินดีด้วยเน้อ  ริวอิจิคุง

 

 

 

 

EDIT:  **spoil** สาเหตุการเสียชีวิตของคุณพ่อเนี่ย  เกิดจากคุณพ่อรมแก๊สตัวเองในรถน่ะค่ะ  คืนนั้นคุณพ่อหายไปทั้งคืน  คุณแม่เป็นห่วงมาก  พอกลับมาบ้านอีกที  คุณพ่อก็ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว...  แต่เรื่องนี้โยไม่รู้เลยนะคะ  ญาติๆเองก็พยายามปิดเธอ  บอกเธอว่าคุณพ่อหัวใจวาย  แต่โยแอบได้ยินเรื่องนี้ตอนอยู่บ้านญาติ  จากสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้เธอก็มีพูดถึงเรื่องนี้นะ  บอกว่าถึงจะพยายามปิด  แต่ตอนนั้นเธอ 10 ขวบแล้ว  พอจะรับรู้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ  แต่น้องชายตอนนั้นยังเล็กมากเลยเชื่อโดยไม่สงสัย  กว่าโคกิซังจะรู้ความจริงก็ตอนเข้ามหาลัยแล้ว  จริงๆพอได้ยินเรื่องนี้แล้วขนลุกเลยนะ  นึกไปถึงสัมภาษณ์นึงของโย  คิดว่าหลายคนน่าจะยังจำกันได้  ที่เธอพูดถึงความตายแล้วก็พูดถึงนิยายเรื่องนึงที่เธอประทับใจมาก  เกี่ยวกับผู้หญิงที่ผิดหวังในรักเลยฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊ส  แล้วก็โทรไปเรียกผู้ชายที่หลงรักให้มาดูตัวเองที่กลายเป็นสีขาวทั้งตัวเพราะอยากให้เขาได้เห็นร่างกายตัวเองตอนสวยที่สุด  จะแง่ดีหรือแง่ร้าย  การเสียชีวิตของคุณพ่อก็มีอิทธิพลกับโยชิกิมากจริงๆ  ****

 

 

 

edit @ 23 Jun 2009 16:27:01 by XFreak

[Talk] เรื่อง YOSHIKI แบบจิปาถะ

posted on 12 Jun 2009 22:53 by xfreak  in Talk

   ไม่มีอะไรมากนอกจากอยากหาเรื่องปลูกต้นไม้ค่ะ  แหะๆ  แต่ก็ไม่ถึงกับนอกเรื่องขนาดนั้นนะ  >w<  ส่วนนึงก็เพราะอยากรวมพวกเรื่องสัพเพเหระ (ที่ปกติรู้สึกว่าเล็กน้อยจนขี้เกียจเอามาบอก) ช่วงนี้มาแปะไว้ด้วยน่ะค่ะ  ถือว่าอ่านเล่นเพลินๆละกันเนอะ

 

   เรื่องแรกว่าจะพูดแล้วก็ลืม  คือเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา (ถ้าจำไม่ผิดนี่วันที่ 9 นะ)  มีหนังสือพิมพ์กีฬาที่ลงสัมภาษณ์โยด้วยค่ะ  เนื้อหาหลักๆก็คือพูดถึงหนังสือชีวประวัติของเธอ  ซึ่งก็ไม่ได้จะต่างไปจากที่ได้รู้ๆกันไปแล้วอะไร (เธอคงพูดเรื่องตัวเองหลายเวอร์ชั่นไม่ได้หรอก)  มีที่ต่างก็คือ  มีการพูดถึง Komuro Tetsuya ด้วยเล็กน้อย  ไม่ได้มากมายอะไร  แต่เธอก็ว่าการที่เพื่อนต้องกลายเป็นแบบนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับเธอ  และสำหรับการร่วมงานกันอีกครั้ง "ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"  เพราะ "หากเป็นกำลังให้ได้" เธอก็อยากจะช่วยเขา 

 

   อืมมมม  หากจะว่าถึงเรื่อง TK กันตามตรง  แฟน X น้อยคนที่ได้ยินแบบนี้แล้วจะดีใจ  ว่าไงดีล่ะ  คงเพราะหากจะพูดตรงๆ  โยจะจับคู่กับทีเคตอนนี้ (หรือตอนหน้า) ก็ไม่ได้จะให้ผลดีอะไรกับเธอเลย  มีแต่เสียด้วยซ้ำ  คนในวงการบันเทิงญี่ปุ่นตอนนี้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับทีเคก็ไม่อยากจะพูดถึงเขาเท่าไหร่ (น่าสะท้อนใจเมื่อนึกถึงว่าครั้งนึงเขาเคยเป็นอะไรในวงการเพลงญี่ปุ่น)  ดังนั้นในฐานะของ X แฟนหรือโยชิกิแฟน  เราไม่ดีใจ (แต่ไม่ได้อี๋หรอกนะ  อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าเราก็เคยเป็นแฟนทีเคคนนึงเหมือนกัน  หากเป็นไปได้ก็อยากเห็นเขากลับมาได้อีกครั้ง)  แต่ในอีกแง่นึง  ก็รู้สึกดีกับโยที่เธอพูดถึงทีเคออกมานะ  รู้สึกว่าเธอ "กล้า" ดี  ^^'  แต่ที่สำคัญคือรู้สึกว่าเธอไม่ใช่คนที่พอเพื่อนเน่าแล้วก็โสทิ้งเน้  แฟน X จำนวนไม่น้อยมักรู้สึกว่าทีเคชอบหาประโยชน์จากโย  ซึ่งตัวทีเคเองก็เคยยอมรับว่าจริง (<-- เอาเข้าจริง  การกล้ายอมรับแบบนี้ออกมาตรงๆก็สุดยอดนะ)  แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกขอบคุณโยชิกิที่ตอบรับแบบไม่แสดงท่าทีอะไรกับอีกฝ่ายเลย  เพราะงี้ถึงได้บอกว่า  แม้ปกติจะดูสาวแค่ไหน  แต่บทโยจะแมนขึ้นมาก็ไม่มีใครเทียบเธอได้เลยเนะ  ไม่งั้นเธอคงเป็น "ไทโช" (ท่านนายพล) ของพวก Extasy เถื่อนๆไม่ได้หรอก 

 

 

 

   ถึงจะไม่ได้เป็นแฟนเหนียวแน่นอะไรของทีเค  และถึงจะมีคนวิจารณ์เพลงของทีเคแค่ไหน  แต่หลายๆเพลงของเขาก็ยังติดอยู่ในความทรงจำของเรานะ  หากพูดถึงช่วงวัยรุ่น (ที่ตอนนั้นฟังเพลงญี่ปุ่น) ของเราแล้ว  มันก็ตรงกับยุคของทีเคเด๊ะๆ  เลยช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกผูกพัน  เพราะงั้นก็ขอแปะเพลงนี้นิด  เป็นเพลงของ globe ที่เราชอบเป็นอันดับต้นๆค่ะ  เราว่าทีเคเป็นคนที่เลือกใช้ถ้อยคำเก่งนะ  อาจไม่ได้ลึกซึ้งมากมาย  แต่มันมีอะไรที่ฟังแล้วกระแทกใจอยู่  สำหรับ Perfume of Love นี่เราชอบเนื้อเพลงท่อนแรกมากค่ะ

 

        "ฉันอยากจะอยู่โดยไม่ลืมชื่อของเธอตลอดไป 

        และหากทำได้  ก็รวมถึงความอบอุ่นของมือที่เคยสอดประสานกันด้วย 

        ทำไมเราถึงต้องจากแล้วลืมเลือนกันไปล่ะ

        Perfume of Love

        เหลือทิ้งไว้แต่เพียงกลิ่นจรุงใจเท่านั้น"

 

   เคยฟังท่อนนี้แล้วน้ำตาไหลด้วยล่ะ  ^^' 

 

 

   เรื่องต่อมาขอต่อจากเอ็นทรี่เดิมที่บอกไปว่าเมื่อคืนนี้โยไปคลับที่รปปงงิ (เมาแอ๋ตุปัดตุเป๋ด้วยล่ะ) กับฮาคุโฮโยโกสึนะ  ฟังแล้วก็.....  เวลาเดินด้วยกันจะเหลือตัวแค่ไหนนะ  ^^'  ไม่สิๆ  จริงๆเนี่ย  สารภาพตามตรงว่าตอนบอกว่าเป็นเพื่อนกับฮาคุโฮ (ซึ่งเพิ่งจะอายุ 20 ต้นๆ  เป็นลูกเธอได้เลย) ก็นึกว่าคงแค่ประมาณรู้จักกันทั่วไป  ไม่นึกว่าจะออกไปท่องราตรีด้วยกันแบบนี้ด้วย  แต่นึกไปนึกมา  หรือเวลาไปไหนมาไหนเธอต้องมีเอสคอร์ทนะ?  เพราะตอนที่ไปโผล่ที่เกียวโตเนี่ย  เธอก็ไปที่คลับเหมือนกันฮ่ะ  แถมยังไปกับท่านประธานฮายาชิ (เอ่อ..  อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นสามีแก่กับภรรยาสาวนะ) ของทีมแข่งรถที่ Rockstar เป็นสปอนเซอร์อยู่ซะด้วย  พอดีมาม่าของที่คลับเขียนบล็อกบอกเนะ

 

   http://ameblo.jp/sakuraclub-mama/entry-10277093968.html

 

   ไม่ได้พูดชื่อโยออกมา (บอกว่าบอกไม่ได้  ขอให้คนที่คอมเมนต์ช่วยอย่าเอ่ยชื่อเธอด้วย)  แต่ hint ซะ........ (ถึงบางอย่างจะผิดก็เถอะ)  ยกตัวอย่าง  2) เป็นมือกลองของวงนึงและเป็นคาริสมา  นะ...  ที่แอบฮาคือ  3) หน้าสวยสุดๆ  ฮะๆ...  แต่เท่าที่อ่านดู  มาม่าบอกว่าท่านประธานฮายาชิเป็นแขกมาตั้ง 20 ปีได้แล้ว  เข้าใจว่าน่าจะเป็นท่านประธานนี่ล่ะค่ะที่พาโยไป  ว่าไป.... โยบอกว่าจะไปดูการแข่งที่ Suzuka นี่นะ  ลืมไปแล้วว่าเดือนอะไรอ่ะ  >_<

 

 

   เรื่องนี้ขอฮาเป็นส่วนตัว  คงจำกันได้ไม่ลืมชิมิว่าที่ไต้หวันโยจจังแต่งชุดเจ้าสาว  แล้วนิตยสาร Josei Jishin ก็มีลงเรื่องนี้  โดยพาดหัวว่า 

 

   <6月の花嫁>は・・・YOSHIKI!-   'June Bride' คือ... YOSHIKI !

 

   แบรบว่า... www

 

   โลกนี้จะมีผู้ชายสี่สิบกว่าที่แต่งชุดเจ้าสาวแล้วถูกนิตยสารยกให้เป็นจูนไบรด์ (จริงๆเขาแต่งเดือน 5 ตะหาก) ซักกี่คนนะ

 

   อ้อ  ไหนๆก็พูดถึงเรื่องนิตยสาร  ปรากฏว่าหลังจากที่ห่างหายจากหน้านิตยสารดนตรีไปนาน (จนผิดสังเกต)  ตอนนี้ก็เห็นเริ่มมีลงเรื่องรีพอร์ตไลฟ์ที่โดมกัน (สั้นๆ) แล้วค่ะ  เห็งี้แล้วก็ค่อยรู้สึกโล่งใจหน่อยล่ะนะ 

 

   อีกเล็กน้อย  วันจันทร์นี้ Gackt จะไปออกรายการ "Waratte iitomo" ล่ะค่ะ  ตอนช่วง Telephone Shocking จะโทรไปหาโยเปล่าเนี่ย?  (ลือกันว่าเธอไปออก iitomo เสร็จก็จะไปโผล่ที่ร้านหนังสือล่ะ  เพราะมันวันที่ 16 พอดีเลย)

 

 

EDIT:   

 

   http://ameblo.jp/mark-is-butterfly1030/entry-10277093449.html  

 

   http://ameblo.jp/mark-is-butterfly1030/entry-10277593880.html

 

   กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  คดีนี้เกิดที่เกียวโตค่ะ  เรื่องของเรื่องคือ  ตอนที่ไปโตเกียวเนี่ยเธอก็ไปเที่ยวกลางคืน (อย่างที่มีหลักฐานยืนยันแล้วข้างต้น)  แล้วเจ้าของบล็อกซึ่งทำงานอยู่ในร้านย่านกิอง (ย่านบันเทิงของเกียวโต) ก็ได้ไปเจอเธอเข้า  เขาว่าโยปรากฏตัวในย่านกิอง (วันที่ 8 มิ.ย.) ตอนเวลาประมาณสี่ทุ่มครึ่ง  หายเข้าไปในร้านข้างๆพร้อมกับประธานของบริษัทชุดชั้นในชื่อดัง (<-- จะออกชุดชั้นในอีกแล้ว???) และบรรดาเซเล็บ  พอเที่ยงคืนกับอีก 50 นาที (ตอนนี้เป็นวันที่ 9 ละ  ช่วงเที่ยงๆของวันนี้เธอจะไปปรากฏตัวที่ร้านหนังสือน่ะนะ) โยก็ออกมา  เข้าไปในร้านอุด้งใกล้ๆ  เสร็จแล้วก็ออกมาตอนประมาณตีหนึ่งครึ่ง  ตรงไปที่เก็นคังของร้านที่เป็นร้านพี่น้องกับที่เขาทำงานอยู่  ซึ่งตรงนี้แหละที่เกิดเรื่องขึ้น

 

   เรื่องที่ว่าคือ  เจ้าของบล็อกเห็นโยชิกิเมาสะบัด  เดินโซไปเซมา (อยากเห็นชีเมาบ้างจัง  ท่าจะฮาน่าดู)  ต่อให้แท็กซี่จอด  เธอก็  "ไม่กลับ!"  "ไม่เอาอ่ะ  ก่อเรื่องอีกซักคดีดีกว่า~"  แล้วก็ชี้ไปทางร้านข้าวที่อยู่ตรงหน้า  "ไปตรงนั้นกัน!"  เสร็จแล้วก็ลากบอดี้การ์ดข้ามมา  ทีนี้เพื่อนของเจ้าของบล็อก (ซึ่งเป็นแฟนโยมา 20 ปี) ก็เกาะแขนเขาแล้วร้องไห้ใหญ่ (เพราะได้เห็นโยชิกิใกล้ๆ  ถ้าเป็นเราก็ไม่รู้แฮะว่าเจอเธอเมาแอ๋แล้วจะร้องไห้หรือหัวเราะ)  พอร้องโยก็ชี้นิ้วมาทางเขา  บอกว่า  "มากินด้วยกันสิ"  แต่เขาก็ทำไม่ได้เพราะอยู่ในระหว่างงาน  แต่พอโยทักเขาเลยได้โอกาสดันเพื่อน (ที่ร้องอยู่) ให้ไปหาโย  ใกล้มั่ก!  เพื่อนเลยยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่  เขาเลยขอว่าให้เพื่อนเขาจับมือหน่อยได้มั้ย  ปรากฏว่าโยบอกว่า  "ไม่ต้องร้องไห้ก็ได้นี่นา"  แล้วกอด!!!  อันยิ่งทำให้เพื่อนเขาร้องโฮเข้าไปอีก  ^^'  เสร็จแล้วโยก็เดินเข้าไปในร้าน  แล้วกลับออกมาโดยไม่ได้กินอะไรเลย...  สาเหตุคือเพราะร้านนั้นเนี่ย  เวลาจะเข้าไปในห้องส่วนตัวจะต้องก้มตัวลงนิดนึงถึงจะเข้าไปได้  ซึ่งโยชิกิในสภาพเมาปลิ้นไม่สามารถทำเช่นนั้น......  หัวเธอจึงโขกโป๊ก  -->  โมโห  --> "กลับ ! !"  แล้วจากนั้นก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นยังไงต่อไป.......    

 

   อ๊าาาาาา  น่ารักอ้ะะะะ  >w<  ตกลงวิธีหากำไรจากโยชิกิที่ดีที่สุดคือจับตัวเธอให้ได้ตอน private และกำลังเมาแอ๋สินะ  อ่านคดีที่เกิดขึ้นขณะเมาติดๆกันแบบนี้แล้ว......  โยจจัง...  บ้าไม่เคยเปลี่ยนเลยนะลูก  ___orz

 

   อ้อใช่  เจ้าของบล็อกเขาบอกด้วยล่ะค่ะว่าโยตัวเล็กบอบบางกว่าเขาอีก (ตัวเขาไม่ใช่แฟนโยหรือ X เนะ)  แล้วก็ว่า  ทำไมทั้งๆที่เมาขนาดนั้นแล้วยังเฟรนด์ลี่ได้อยู่นะ  กลางค่ำกลางคืนแท้ๆก็ยังใส่แว่นดำเหมือนตอนออกทีวีแล้วมองเห็นด้วยเหรอ  แล้วทำไมผิวถึงได้ขาวเหมือนที่เห็นในทีวีเลย (<-- อันนี้เห็นหลายคนพูดบ่อยนะ  บางคนเขาคิดว่าที่เห็นเธอขาวบลิงค์เพราะเครื่องสำอางหรือสปอตไลท์กัน  พอเจอตัวจริงเลยจะเจอคนพูดเหมือนกันบ่อยมากว่าเธอผิวขาว หน้าเล็ก หุ่นบาง ฯลฯ  อ้อ  แม้แต่ในมาตรฐานของคนญี่ปุ่น  โยก็จัดเป็นคนผิวขาวมากค่ะ)  ทำไมบอบบางขนาดนั้นแล้วยังตีกลองแบบนั้นได้  แล้วที่ดูอ้อนแอ้นอรชรเข้ากับเปียโนคริสตัลนี่กินอะไรเข้าไปถึงได้แบบนี้  <-- อันนี้ก็เห็นจะตอบได้ว่า  "คนมัน born to be ล่ะนะ  ^^')

 

   ว่าไป  พอโยอยู่ญี่ปุ่น (แล้วออกไปแร่ดข้างนอก) ทีไรเป็นได้มีอะไรแบบนี้ให้รู้ทุกที  (พูดจริงๆก็ถือเป็นการวัดเรตติ้งได้ว่าเธอเป็นคนดังล่ะนะ  อย่างที่ไปคลับที่รปปงงินั่นคนที่เจอเธอก็ไม่ได้เป็นแฟน  ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ X JAPAN เลย  แต่รู้จัก YOSHIKI  พอเจอเธอแล้วเลยไปซื้อชีวประวัติเธอมานั่งอ่าน  เหอๆ)  เพราะงี้แหละถึงได้ชอบให้โยอยู่ญี่ปุ่นมากกว่า  >w<   

 

     

 

 

 

edit @ 13 Jun 2009 02:30:18 by XFreak

[Talk] Leitmotif สำหรับ YOSHIKI (?)

posted on 21 Mar 2009 19:20 by xfreak  in Talk

   เอ็นทรี่นี้เขียนขึ้นเพราะได้แรงบันดาลใจจากคุณ staybeautiful ที่มอบเพลงนี้ให้ค่ะ  >>

 

           

 

 

   อุ๊  ตรงใช้ได้ทีเดียว  ^^'  เราว่าเพลงนี้เราเคยฟังมาก่อนแน่ๆนะ  คุ้นมากมาย  แต่ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไรและใครเป็นคนร้อง  เพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้แหละ  ขอบคุณมากค่า

 

   แล้วก็เพราะฟังเพลงนี้  เลยรู้สึกว่า  "อ๊ะ  เราก็มี leitmotif ให้โยเหมือนกันนะ" ขึ้นมา 

 

   Leitmotif คืออะไร?

 

   ตอบแบบง่ายๆ  มันคือเพลงธีมที่จะหวนกลับมาให้เราได้ยินได้ฟังซ้ำๆในโอเปร่า (ไลท์โมตีฟยังปรากฏในศิลปะแขนงอื่นอย่างในวรรณกรรมด้วย  แต่ถือเป็นลักษณะที่เด่นชัดมากในอุปรากร) เรื่องหนึ่งๆ  ซึ่งไลท์โมตีฟนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่างในเรื่อง  ตั้งแต่คาแร็กเตอร์  สถานที่  ไปจนถึงความคิด  ว่ากันให้ง่ายขึ้นอีก (แม้อาจจะไม่ถือว่าตรงตามความหมายอย่างสมบูรณ์)  ไลท์โมตีฟก็คล้ายๆกับเพลงประจำตัวนั่นแล  ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจและดื่มด่ำกับโอเปร่าอย่างให้ได้อรรถรส  พูดง่ายๆคือ  หากจำไลท์โมตีฟได้  ทันทีที่เพลงนั้นขึ้นเราก็จะรู้ทันทีว่าเนื้อเรื่องที่ดำเนินอยู่มีใครโผล่ออกมา (แม้จะฟังเอาจากซีดีอย่างเดียวก็ตาม)  หรือความรู้สึกของตัวละครตอนนั้นเป็นยังไง  หรือสถานที่ที่เรื่องดำเนินอยู่เป็นที่ไหน  และยังช่วยในการตีความเนื้อเรื่องได้อีกด้วย (โอเปร่าไม่ได้มีแต่เรื่องน้ำเน่าเนะ  แบบแฝงปรัชญาสุดขีดก็มี  อย่างของวากเนอร์ไง)

 

   เผลอพล่ามซะยาว  จริงๆเมื่อก่อนเคยคิดจะทำบล็อกเกี่ยวกับโอเปร่าและมิวสิคเคิลล่ะค่ะ  ไม่เคยคิดจะทำบล็อก X เลย (ทำขึ้นเพราะอารมณ์เสียแท้ๆ)  ชีวิตมนุษย์นี่จะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้าไม่มีทางรู้ได้เลยจริงๆเนอะ  ^^'

 

   เข้าเรื่องๆ  เชื่อว่าไม่ว่าใครก็น่าจะเคยมีประสบการณ์ประมาณฟังๆเพลงไหนอยู่แล้วจู่ๆรู้สึกขึ้นมาว่า "เพลงนี้เข้ากับ...(กรุณาเติมคำลงในช่องว่าง) จังเลยเนอะ!" กันทั้งนั้น  ซึ่งในกรณีของข้าพเจ้า  พอเจอเมื่อไหร่ก็จะเซ็ตเป็นไลท์โมตีฟให้เสร็จสรรพ (เป็นพวกชอบโมเมนั่นเอง)  หลังจากนั้นพอได้ยินเพลงนั้นเมื่อไหร่ก็จะนึกถึง person in question ทุกทีไป  ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์ที่เป็น 'the self' ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับตัวเองอย่าง YOSHIKI มีหรือจะหนีพ้น  แต่เราว่ามันเข้ากับเธอจริงๆนะ  ไม่เชื่อลองฟังได้เลยค่ะ

 

 

   Leitmotif 1: Vissi d'arte

   จากโอเปร่าเรื่อง Tosca ของ Giacomo Puccini (สุดโปรด)  ตามเรื่อง (แบบโคตรย่อ) โฟลริอา ทอสก้าเป็นนักร้องโอเปร่าที่มีคนรักเป็นจิตรกรชื่อมาริโอ  ซึ่งมาริโอเกิดไปให้ความช่วยเหลือกับแอนเจล็ออติเพื่อนตัวเองที่เป็นนักโทษการเมืองหลบหนีอยู่  สการ์เปียที่เป็นหัวหน้าตำรวจ+ตัวร้ายประจำเรื่องเลยซิวมาริโอเข้าคุก  ทอสก้าอยากช่วยชีวิตคนรักเลยขอร้องสการ์เปีย (ที่หลงรักทอสก้าอยู่)  ซึ่งก็ตามประสาตัวร้ายที่ดี  เรื่องช่วยฟรีๆไม่มีซะหรอก  สการ์เปียยื่นเงื่อนไขว่าทอสก้าต้องยอมมีอะไรกับตัวเอง  แล้วจะยอมจัดฉากประหารมาริโอหลอกๆพร้อมให้ใบผ่านทางให้หนีไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน  ทอสก้าเลยร้องอาเรียนี้เพื่อคร่ำครวญถึงชีวิตตัวเองว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

 

   เลือกเวอร์ชั่น Maria Callas มาให้ฟังค่ะ  ส่วนตัวแล้วเราไม่ได้เป็นแฟนในการ "ฟัง" คัลลาส (เราไม่ชอบ timbre เธอเลย)  แต่เรายอมรับแบบไม่มีข้อกังขาว่านี่คือ "La Divina" ตัวจริง  เสียงเธออาจไม่ได้เพอร์เฟ็คต์ (ยิ่งตอนที่เอามาให้ดูนี่เป็นช่วงที่เสียงของคัลลาสไปเรียบร้อยแล้ว)  แต่เธอมีหลายๆอย่างที่ดีว่าคนอื่นไม่มี  ฝีมือการแสดง  ความสวย  เรื่องราวส่วนตัว ฯลฯ ที่ไม่ว่าใครจะว่ายังไง  และต่อให้อยากปฏิเสธยังไง  คัลลาสก็คือหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโอเปร่า  ซึ่งในแง่นึง  คำวิจารณ์ที่ผู้คนมีต่อมาเรีย คัลลาสก็แอบคล้ายๆคำวิจารณ์ต่อฝีมือตีกลองของโยนะ  ^^'  จริงอยู่ว่าโยชิกิอาจไม่ได้เก่งกาจอะไรปานนั้น  มีคนที่ฝีมือตีกลองดีกว่าอีกมากมาย  แต่คนที่สามารถทำให้กลองกลายเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสน่ห์ได้ถึงขั้นนี้เนี่ย  เชื่อเถอะว่ามีไม่กี่คนในโลกหรอก  จำได้ว่าเคยมีมือกลองวงวีเคย์รุ่นน้องที่จำไม่ได้แล้วว่าใครเคยพูดว่า  "หากจะตีกลองให้เด่นกว่าโยชิกิ  ก็มีอยู่ทางเดียวคือต้องเลี้ยงปลาทองไว้ในกลองคริสตัล  แล้วตีไปให้อาหารปลาไปเท่านั้นแหละ"  ซึ่งจริงเลยล่ะ  หรือใครจะเถียง 

   อ้อ  แถมโยยังเป็นคนทำให้เราได้รู้ว่า  กลองนี่เป็นเครื่องดนตรีที่อันตราย "ถึงตาย" ได้เชียวนะอีกด้วยล่ะ  ^^'

 

            

 

I lived for art, I lived for love,
I did no harm to any living soul!
With a secret hand
I aided all the misfortunates I knew.
Always with sincere faith
My prayer
Rose to the holy tabernacles.
Always with sincere faith
I gave flowers to the altar.
In the hour of sorrow
Why, why, Lord,
Ah, why do you reward me thus?
I gave jewels to the robe of the Madonna,
And gave song to the stars, to the sky,
Which smiled all the more beautifully.
In the hour of sorrow
Why, why, Lord
Ah, why do you reward me thus?

 

   'I lived for art, I lived for love'  คิดถึงโยอ้ะ  >w<  (แม้ไอ้ที่ว่า  I did no harm to any living soul!  จะแอบไม่จริง  แต่โยก็ไม่ใช่คนที่มองตัวเองแบบคนอื่นมองซักหน่อยนี่นะ  ขนาดหั่นลูกชิ้นปลาชียังว่าตัวเองชอบบริการชาวบ้านได้เลย)  ที่จริง Tosca ได้ชื่อว่าเป็นโอเปร่าที่ซาดิสม์ที่สุดของปุชชินี (ก็ตัวละครสำคัญเล่นตายห่ะกันหมด)  และยังเป็นเรื่องที่ถือว่าแสดงความซาดิสม์ของคนดูที่หาความบันเทิงจากการดูผู้หญิงถูกทรมานจิตใจและไล่ปล้ำบนเวทีอีกด้วย  ^^'  แต่มันก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ!  เพราะในองก์สอง  สิ่งที่ผู้ชมได้เห็นจริงๆคือวินาทีของการพิพากษาต่างหาก  ตอนที่ทอสก้าแทงสการ์เปียแล้วร้องว่า "Muori!" (ตายซะ!) เนี่ย  มันคือวินาทีแห่งการดำรงไว้ซึ่งศีลธรรมในจิตใจของคนดู (ที่ร้องในใจว่า "Muori!" ตาม) เลยนะนั่น  บางคนวิจารณ์ว่าคนชอบดูทอสก้าเป็นพวกกระหายเลือด (และเคยมีคนวิจารณ์เวอร์ชั่นที่ฟอน คารายานเป็นคอนดัคเตอร์ว่าซาดิสต์เกินไปด้วย  อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาอ่อนไหวเกินหรือเราเองที่วิปริตน่ะนะ)  แต่ถึงจะกระหายเลือด  ก็กระหายเลือดแบบมีศีลธรรมสูงส่งนา 

 

   สารภาพว่า.... เมื่อคืนเอาทอสก้าออกมาดู  แล้วรู้สึกขึ้นมาองก์ 2 (ตั้งแต่มาริโอถูกจับถึงทอสก้าฆ่าสการ์เปีย) นี่  หากสมมติทอสก้าเป็นโย  มาริโอ (ที่กำลังถูกทรมานอยู่ห้องใต้ดิน) เป็น X JAPAN (หรือโทชิ หรือใครก็ได้ตามแต่จะโมเอะ)  แล้วสการ์เปียเป็นคณะกรรมการเนี่ย...  แอบเข้าแฮะ    ได้อารมณ์มากมาย (สาบานว่าไม่ได้นึกภาพโยถูกคณะกรรมการไล่ปล้ำเรยยยยย  )

 

   ไหนๆก็ไหนๆ  ขอแถมฉากนี้ที่มีชื่อเรียกกันเล่นๆในหมู่แฟนโอเปร่า (จริงๆแล้วโอเปร่าไม่มีการตั้งชื่อเพลง  เวลาที่บอกว่าอาเรียไหนชื่ออะไรส่วนใหญ่แล้วจะเอามาจากเนื้อร้องท่อนแรกของเพลงนั้น) ว่า Torture Scene แล้วกันค่ะ  แค่ชื่อก็บอกแล้ว  = ='  แถมเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดด้วยต่างหาก  ไม่ใช่เพราะเค้าซาดิสต์นะ  ><  แต่ขอให้ลองฟังดนตรี+เนื้อร้อง+การแสดง  โดยเฉพาะดนตรี  มัน "ถึง" จริงๆนะ (แม้จะมีนักวิจารณ์ดนตรีบางคนถือว่าบกพร่องเพราะปุชชินีเล่นให้เครื่องดนตรี "แผดเสียง" ไปพร้อมกับนักร้องด้วยก็ตาม)  เป็นฉากที่สการ์เปียพยายามเค้นให้ทอสก้าบอกว่าแอนจิล็อตติซ่อนตัวอยู่ที่ไหนโดยทรมานมาริโอให้ทอสก้าฟังค่ะ  

 

            

 

            

 

 

   อืม...  เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ชอบแต่อะไรที่ SM  ขอนำเสนอไลท์โมตีฟแนวร่าเริงน่ารักจากเรื่อง Rigoletto ของแวร์ดีอีกเพลงนึงค่ะ  เพลงนี้ฟังง่ายและ catchy มากๆ  ติดหูรวดเร็วถึงขั้นที่ตอนซ้อมเพลงต้องงุบงิบกันสุดๆเลยทีเดียว  ซึ่งปรากฏว่าหลังจากแสดงรอบแรกไป  แค่วันหรือสองวันเท่านั้น  เหล่าคนแจวเรือกอนโดล่าก็ร้องกันทั่วเวนิซแล้วเรียบร้อย  เป็นข้อพิสูจน์ว่าดนตรีคลาสสิกหรือโอเปร่าไม่ใช่ของที่ต้องไต่บันไดฟังเสมอไป  บางครั้งมันป๊อปและตลาดเอามากๆเชียวล่ะ

 

   Leitmotif 2: La donna è mobile

   เพลงโอเปร่า Rigoletto  บทของดยุคแห่งมานทัวซึ่งเป็นพระเอก (ปนตัวร้าย)   เนื้อเรื่องแบบรวบรัดมีอยู่ว่าริโกเล็ตโตเป็นตลกหลวงหลังค่อมที่คอยรวมหัว+ยุยงดยุคแห่งมานทัวซึ่งเจ้าชู้สะบัดให้เที่ยวผิดลูกเมียชาวบ้านทั่วราชอาณาจักร  ท่านเคานท์คนนึงที่ลูกสาวตกเป็นเหยื่อเลยแช่งริโกเล็ตโตให้กรรมตามสนอง  ซึ่งก็สนองจริงๆเพราะอีตาดยุคดันไปเล็งสาวน้อยแสนบริสุทธิ์ในโบสถ์ชื่อจิลด้าผู้เป็นลูกสาวของริโกเล็ตโต้ (แต่ไม่มีใครรู้เพราะริโกเล็ตโต้ปิดไว้)  ซึ่งก็เรียบร้อยในที่สุด....  ริโกเล็ตโตแค้นมากเลยไปจ้างวานนักฆ่าให้มาเจี๋ยนดยุคซะ  ซึ่งตอนหลอกเข้ามาในบ้านนักฆ่าแล้ว  ตาดยุคก็ร้องเพลงประจำตัวของตัวเองคือ ""La donna è mobile เพลงนี้ออกมา  จากนั้นตอนที่ตาดยุคกำลังร้องเพลงจีบมัดดาเลนา (พี่สาวของนักฆ่า) ริโกเล็ตโตก็ให้ลูกสาวมาดู  ประมาณว่าดูซะ  เห็นมั้ย  มันเลวๆ  จิลด้าก็โอว ไม่นะ  เค้าเป็นคนแบบนี้หรือนี่  ดาดยุคก็ร้องเพลงจีบโอบุตรีคนงามแห่งความรัก  มัดดาเลนาก็ประมาณตายล่ะเค้าหล่อจังเลย  ไม่น่าฆ่าเลยนะเนี่ย  บลาๆๆ  รวมกันเป็น quartet ที่แสนจะโด่งดัง (มันดังจริงๆไม่ได้ประชด  เค้าถือกันว่าแต่งยากมากนาที่จะให้มีสี่เสียงทั้งโซปราโน / เมสโซ โซปราโน / เทนเนอร์ / บาริโทน อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัวน่ะ) ที่มีชื่อว่า "Bella figlia dell'amore - บุตรีคนงามแห่งความรัก"  สุดท้าย  มัดดาเลนาก็ขอร้องน้องชายนักฆ่าว่าอย่าฆ่าตาดยุคนี่เลย  ตานักฆ่าเลยว่าจะยอมปล่อยก็ได้ถ้าคืนนี้มีเหยื่ออื่นหลงมาแทน  จิลด้าที่ยังรักตาดยุคอยู่เลยสละชีวิตตัวเองให้  ฆ่าเสร็จนักฆ่าก็ยัดศพจิลด้าใส่ถุงส่งให้ริโกเล็ตโตที่รับไปอย่างดีใจ  แต่จังหวะที่กำลังเอาหินยัดถุงเพื่อจะเอาศพถ่วงน้ำ  ริโกเล็ตโตก็ได้ยินเพลง "La donna è mobile" แว่วมา  ด้วยความตกใจสุดขีด  ริโกเล็ตโตเปิดถุงดู  เพื่อจะได้พบกับศพลูกสาวตัวเองซึ่งฟื้นกลับมาร้องเพลงบอกว่ายินดีจะตายแทนคนที่ตัวเองรักก่อนสิ้นใจ (กรุณาอย่าถามว่าตายแล้วฟื้นได้ไง  โอเปร่ามันก็แบบนี้แหละ  = =')  ริโกเล็ตโตจึงได้รู้ในที่สุดว่าคำสาปเป็นจริง

 

   หากดูแค่ที่เนื้อร้อง  "La donna è mobile" ก็อาจดูเป็นเพลงด่าผู้หญิงตามขนบ  แต่เมื่อดูตามบริบท  เราก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วเพลงนี้มัน irony  เพราะคนที่ "โมบิเล" จริงๆก็คือไอ้ตัวคนร้องนั่นแหละ  นอกจากนั้น  ความที่เป็นเพลงที่มีจังหวะจะโคนฟังสนุกสนานร่าเริง  ลองจินตนาการถึงความขัดแย้งระหว่างฉากสยดสยองตอนท้ายเรื่องกับกลิ่นไอสนุกสนานของเพลงดูสิ (ตอนท้ายเรื่องจะได้ยินเป็นเสียงแว่วมา  ทำให้เพลงดู "เย็น" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ)

 

   อย่างไรก็ดี  ตัดเนื้อเรื่องที่เป็นโศกนาฏกรรมทิ้ง  เพลงนี้ถือเป็นเพลงโชว์เสียงของเทนเนอร์เลยทีเดียว  และเนื้อหาก็......  ฟังแล้วนึกถึง "ลา ดอนนา" คนไหนเหมือนเรารึเปล่าเอ่ย  ^^'

 

   เลือกเวอร์ชันร้องโดย Luciano Pavarotti มาให้ฟังค่ะ  เราว่าเสียงปาวารอตติเหมาะกับเพลงสนุกสนานเจ้าสำราญแบบนี้ล่ะ  ฟังพวกเพลงที่บทดรามาอย่าง E lucevan le stelle ด้วยเสียงปาวารอตติแล้วไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

 

            

 

This woman is flighty
Like a feather in the wind,
She changes her voice — and her mind.
Always sweet,
Pretty face,
In tears or in laughter, — she is always lying.

The woman is flighty
Like a feather in the wind,
She changes the tone of her voice and her thoughts,
And her thoughts!
And her thoughts!

Always miserable
Is he who trusts her,
He who confides in her — his unwary heart!
Yet one never feels
Fully happy
Who on that bosom — does not drink love!

Woman is flighty
Like a feather in the wind,
She changes the tone of her voice and her thoughts,
And her thoughts!
And her thoughts!

 

  

   "Always miserable is he who trusts her, He who confides in her — his unwary heart!"

 

   ทำไมทำให้เรานึกถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างนี้นะ  (กัดผ้าเช็ดหน้า) 

 

 

 

   ...ว่าแต่...... ทำไมจากเรื่องเพลงของคุณ staybeautiful ถึงเข้ารกเข้าพงมาถึงนี่ได้เนี่ย  ^^'

        

        

 

EDIT:  ไปอ่านบล็อกของ Magazine World มาค่ะ   http://blog.magazineworld.jp/yoshiki/2717/#comments  อ่านคอมเมนต์แล้วรู้สึกดี  ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแฟนเธอ  แต่มีประสบการณ์เจ็บปวดจากการสูญเสียคนที่รัก  อ่านคอมเมนต์เขาแล้วก็รู้สึกว่าโยช่วยเขาได้เยอะเหมือนกันนะนี่  รู้สึกดีจัง  ^^

 

 

EDIT: สรุปผลการแข่งขัน Super GT (ครั้งแรกของฤดูแข่ง) วันนี้  ทีม ROCKSTAR รถหมายเลข 18 ที่มีชื่อ YOSHIKI แปะอยู่ได้ที่ 2 ค่ะ (ที่ 1 เห็นชื่อ HIS เป็นอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน  แหะๆ)  ครั้งหน้าโยบอกจะไปดู  เอาที่ 1 มาให้โยจจังแบบอัศวินยุคกลางเอาชัยชนะมาให้เลดี้ให้ได้นะ  (`・ω・´)ノ

 

 

EDIT:  ตอนแรกกะจะรออัพพร้อมคำแปลจาก Numero  แต่ตื่นเต้นจนทนไม่ไหว  ^^'  Ym อัพล่ะค่า  พรุ่งนี้โยมีแถลงข่าว  ยังไม่รู้รายละเอียดว่าจะแถลงข่าวเกี่ยวกับอะไรบ้าง (บางคนก็เดาว่าเรื่องหนัง  บางคนก็ว่าเธอจะพูดถึงหนังสือชีวประวัติตัวเองรึเปล่า)  แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีความคืบหน้าอะไรบ้างล่ะนะ  รออย่างใจจดใจจ่อค่า~~ 

edit @ 22 Mar 2009 22:34:35 by XFreak

   กลับมาจากการไปเลี้ยงควายแล้วค่า  ไม่ได้พูดแบบมีนัยยะหรือเปรียบเปรยใดๆทั้งสิ้น  มันคือสัตว์สี่เท้าที่มีเขายาวจริงๆ  โฮะๆ  เขาเลี้ยงกันมาได้นานปีไม่มีหาย  อินี่ไปวันเดียวฟายหายไปตัวนึง  แต่วันรุ่งขึ้นมันก็กลับมาเนะ  พังคอกเพื่อเข้าไปยืนทำหน้ากระบือในคอกพังๆ  = ='  รู้สึกเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าทำไมเขาถึงเปรียบเปรยคนที่มีลักษณะประเภทหนึ่งกับสัตว์ชนิดนี้  แต่ก็น่ารักใช่ย่อยน๊า~  ไปหมู่บ้านม้งแล้วถูกจับแต่งตัวแบบสาวม้งด้วย (มารู้ตอนหลังว่าคุณตาที่พาไปเคยเป็นสหายร่วมรบเพื่อนพ้องใน พคท.กับคุณตาคนม้งด้วยกันมา  ถ้าบอกแต่แรกคงขอสัมภาษณ์เก็บข้อมูลซักหน่อย)  ห่วงคอหนักแอ้ก  คอแทบหลุดอ้ะ  = =

   กลับมาถึงบ้านเมื่อคืนตอนเกือบๆสามทุ่ม  เหนื่อยโฮกกกกก  แต่ความที่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่ไปเลี้ยงฟาย  เลยนั่งเช็คแบบเอ๋อๆ  มาถึงตอนนี้ก็ยังเอ๋อ  เลยขอชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้แบบเอ๋อๆงงๆนะคะ  ^^'

 

   เรื่องแรกที่กลับมาเห็นแล้วต๊กกะใจ  เป็นเรื่องศิลปินเกาหลีนามกรว่า Seo Taiji ที่เห็นมีพูดถึงกันในบล็อก  พอลองตามดูก็ไปเจ๊อะบล็อกของคุณ purple pride เขียนถึงเอาไว้พอดี  ไม่งั้นคงได้เอ๋อไปอีกนานแน่แท้    ความเห็นก็ของเราก็คงคล้ายๆกับอีกหลายๆท่าน  คือหากว่าเราไปดูคอนเสิร์ตของ X JAPAN  เราก็ไปเพื่อดู X JAPAN  ไม่ได้อยากจะดูคนอื่นซักหน่อย!  แต่นึกๆไป  เรื่องนี้ก็ทำให้เราหวนนึกไปถึงเมื่อสักสองหรือสามปีก่อนที่ Guns N' Roses ไปเล่นไลฟ์ที่ญี่ปุ่นแล้วมีวง Mucc (เขียนชื่อวงเค้าถูกมั้ยเนี่ย?) มาเล่นเป็นวงเปิด  ปรากฏว่าปฏิกิริยาของแฟนๆ guns ที่มีต่อวงในบ้านตัวเองเป็นไปอย่าง "หยาบคาย" มาก  (ทั้งที่ปกติแล้วคนญี่ปุ่นออกจะขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพนะ)  เลยตั้งใจแน่วแน่นับแต่บัดนั้นว่าจะไม่เป็นแฟนที่ทำตัวหยาบคายใส่ศิลปินคนอื่นบนเวทีของวงที่เรารักเด็ดขาด (ยกเว้นศิลปินคนอื่นที่ว่าจะทำอะไรเชี่ยๆเกินใจรับ)  เพราะงั้นหากว่าจะมีวงไหนหรือศิลปินคนไหนมาร่วมแจมกับ X จริงๆ  ก็ตั้งใจว่าจะให้กำลังใจเขาตามความเหมาะสมเนะ  ซึ่งแปลว่าคงไม่มีการกรี๊ดหรือแหกปากเรียกชื่อ  แต่ก็พร้อมจะปรบมือให้เมื่อจบเพลง  (แต่ถ้าจะให้ดีก็อย่ามีเล้ยย)  ไอ้โห่ไล่กับปาของขึ้นไปบนเวทีอย่างที่แฟน guns ในญี่ปุ่นทำนั่นมันเราว่ามันเกินไปหน่อยอ่ะ  = ='

   อย่างไรก็ดี  เกี่ยวกับเรื่องของ Seo Taiji นี่  ทางญี่ปุ่นยังไม่มีข่าวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวนะคะ  ไม่มีจริงๆ (เน้น) 

 

 

   ต่อมาแอบมีเอี่ยวกับเรื่องข้างบน  ค่อนข้างไร้สาระแต่ก็อยากเมาธ์น่ะนะ  พอดีคุณ purple pride บอกมาว่าข่าวเรื่อง seo taiji นี้มีท่มาจาก Nikkan Sports  เลยลองไปหาเช็คดูในเว็บเค้า  ซึ่งก็ไม่เจอ    แต่ไปสะดุดตาเข้ากับหน้าเว็บ (ในส่วนของข่าวบันเทิง) ของเขาเข้า 

   หน้าเว็บ >> http://www.nikkansports.com/entertainment/top-entertainment.html

   มองลงมาหน่อย  จะเห็นว่าที่ใต้ลิงค์ของพาดหัวข่าวจะมีแถวของตัวอักษรที่เป็นชื่อศิลปิน (ที่เขาเขียนว่าให้จับตา) อยู่  แบบเนี้ย  >>    

 

注目 山本モナ 泰葉 沢尻エリカ 長沢まさみ  YOSHIKI  小栗旬 倖田来未  浜崎あゆみ 中川翔子

 

 

   ตอนแรกนึกไปว่ารายชื่อที่ว่านี้มันเป็นแบบแรนดอมรึเปล่า  ประมาณว่าคลิกเข้ามาอีกแล้วชื่อมันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  แต่ลองอยู่หลายรอบก็ยังได้ชื่อเดิมแฮะ  ^^'  ทุกชื่อก็ดูเป็นรายชื่อปกติของข่าวบันเทิงน่ะนะ  ซาวาจิริ เอริกะ  โคดะ คุมิ  ฮามาซากิ อายูมิ  โองุริ ชุน ฯลฯ  แต่ YOSHIKI ? (เด่นมากเพราะเป็นอักษรโรมันอยู่คนเดียว)  จริงอยู่ว่าชีน่าจับตาเพราะพรุ่งนี้ก็จะมีแถลงข่าว (รอบที่ล้านแปด)  แต่ร็อคเกอร์หรือวีเคย์คนอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน (ทำบ่อยกว่าด้วย  เหอๆ)  หายหน้าไปจากนิตยสารดนตรีแต่กลับถูกเอาชื่อขึ้นวางกับศิลปินเมนสตรีมแบบนี้....  รู้สึกสับสนยังไงชอบกล  ^^'  ตกลงตอนนี้ชีเป็นเซเล็บเต็มตัวแล้วสินะ     

 

   พรุ่งนี้ก็เป็นวันแถลงข่าว (พร้อมเปิดตัวสีผมใหม่) แล้ว  เมื่อวานจึงเป็นวันประกาศผลผู้โชคดีที่จะได้สิทธิเข้าร่วมงานแถลงข่าวผ่านทาง Ym  และเนื่องจากผู้โชคดีที่ว่ามีเพียง 50 คน (ให้หนีบเพื่อนไปด้วยอีกคนก็เท่ากับ 100 คน)  แมสเสจที่แฟนๆส่วนใหญ่ได้รับจาก Ym กันจึงเป็น  "Gomennasai" (ขอโทษ)  ไม่รู้คิดยังไงถึงส่งมาแบบนี้  ทำเอาแฟนๆเกิดอาการ;  

 

   ผู้หญิง >> รู้สึกเหมือนไปสารภาพรักกับหนุ่มที่ป๊อปมากแล้วถูกปฏิเสธ 

   ผู้ชาย >> รู้สึกเหมือนไปสารภาพรักกับสาวที่ป๊อปมากแล้วถูกปฏิเสธ 

   สาววาย >> รู้สึกเหมือน "เข้าใจแล้วว่าผู้ชายที่ไปสารภาพรักกับโยชิกิแล้วถูกปฏิเสธมาเป็นยังไง"

 

   แต่พวกนี้ต้องนับว่าจิ๊บๆ  เพราะมีคนที่ได้เมล์ "Gomennasai" 2 รอบด้วย!  เห็นเขาว่า (เป็นผู้ชายเนะ) รู้สึกเหมือนไปสารภาพรักกับสาวที่ใครๆก็หลงแล้วถูกปฏิเสธ  เห็นเมล์ครั้งแรกก็ปลงตกว่าอย่างสาวคนนั้นไม่มีทางแลตัวเองหรอก  แต่แล้วเมล์ใหม่ก็มา  รอบนี้รู้สึกไม่ผิดกับเจ้าหล่อนเมล์มาบอกว่า  "ขอโทษนะคะ  เมื่อกี๊ไม่ใช่เมล์ที่เป็นคำตอบของคุณ  แต่ว่า... ก็ยังเป็น Gomennsai อยู่ดีแหละค่ะ"  ___or2  ถึงเสียใจแต่ดันรู้สึกว่าสาวคนนี้น่ารักหนักกว่าเดิมอีก...  แฟน X ต้องมีเชื้อ M อยู่ในตัวกันไม่มากก็น้อยสินะ  ^^'  มาลุ้นกันค่าว่าวันพรุ่งนี้โยจะแถลงข่าวเรื่องอะไร

 

   ต่อมาเป็นข่าวที่บังเอิญไปแอบเห็น  มันดันสอดรับกับกระแสข่าวลือที่เพิ่งมีมาเมื่อสัปดาห์ก่อนซะด้วยสิ

 

        

 

   เห็นกรอบด้านบนที่มีตัวหนังสือสีแดงๆแล้วในประโยคมีคำว่า LUNA SEA มั้ยคะ  มันเขียนว่า  "คาวามุระ ริวอิจิ - การรียูเนี่ยนของ LUNA SEA หลังปิดตัวไป 9 ปี"  ทำเอาตื่นเต้นขึ้นมาทีเดียว  ยังไม่ได้อ่าน  (และคงไม่มีโอกาสได้อ่านนอกจากจะมีที่คิโนะแล้วไปยืนอ่านเอา)  แต่คนที่อ่านบอกมาว่าเนื้อความจริงๆก็ตามสไตล์ของนิตยสารซุบซิบรายสัปดาห์ประเภทนี้  คือไม่ใช่ว่ามีสัมภาษณ์จากริวหรือคอมเมนต์ใดๆจากสมาชิกของ LUNA SEA  แต่เป็นจากปากคำของ "ผู้เกี่ยวข้อง" (ศัพท์คำนี้จะเห็นเสมอในข่าวซุบซิบทั้งหลาย) ซึ่งบอกว่าลูน่ามีแผนจะรียูเนี่ยนในฤดูใบไม้ร่วงนี้  แล้วยังว่ามีกำหนดการจะอัดเสียงอัลบั้มใหม่กับออกทัวร์อีกด้วย  อย่างไรก็ดี  ทางต้นสังกัดได้ปฏิเสธข่าวนี้  เรื่องจะเป็นยังไงก็คงต้องรอดูกันต่อไปนั่นแล  กะว่าเดี๋ยวผละจากที่สุมหัวของแฟน X ได้แล้วจะแวะไปด้อมๆมองๆที่สุมหัวของแฟนลูน่าซักหน่อย  ^^'     

 

 

EDIT: ข่าวล่ามาแรง  ปัจจุบันเครื่องดื่ม ROCKSTAR ที่มี YOSHIKI เป็น executive producer ได้มีกำหนดการจะเป็นสปอนเซอร์ให้กับ racing team เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ค่อนข้างแน่ชัดว่างานแถลงข่าวพรุ่งนี้ (อ๊ะ  วันนี้แล้วสินะ) ตอนบ่ายสามตามเวลาญี่ปุ่นจะเป็นการพูดถึงเรื่องนี้ (แต่มันต้องมีเรื่องอื่นด้วยสิ!)  ส่วนบริษัทรถยนต์ที่กำลังลือกันหนาหูอยู่ในเวลานี้ก็คือ HONDA  ลือกันว่าอาจจัดที่ HONDA Welcom Plaza Aoyama ด้วย (และในเว็บของฮอนด้าเองก็บอกว่าพรุ่งนี้ก็มีกำหนดการซะด้วยสิ)

 

EDIT2:  ปัจจุบันหน้าเพจของเว็บ Official  http://www.xjapan.ne.jp/  กำหนดการของไทยกับไต้หวันได้หายไปแล้ว  กำลังภาวนาว่าเขากำลังอัพเดทข่าวอยู่น่ะนะ  TwT

ว่าไป  เรื่องโดม 6 โชว์ก็หายไปด้วย.......

 

 

 

edit @ 11 Feb 2009 13:22:33 by XFreak

[Report] X JAPAN LIVE in Hong Kong 16.01.2009

posted on 24 Jan 2009 02:12 by xfreak  in Talk

   แอร๊ยยยยสส์  หญิงโยงามมากกกก

 

   จบ

 

   ไม่ใช่ละ  ^^'

 

   จะว่ารีพอร์ตก็ออกจะกระดากปาก  เพราะมันไม่รู้จะบรรยายยังไงดี (ถ้ามาคุยกันจริงๆอาจรำคาญจนอยากถีบเพราะเอาแต่กรี๊ดๆ)  เลยขอพูดตามความรู้สึกส่วนตัวแล้วกันค่า 

   อย่างที่เคยกรีดร้องให้ฟังไปแล้วว่าไฟลท์ที่เรานั่งจะไปถึงฮ่องกงตอน 20.15 น.  แหม  ช่างเป็นเวลาที่เหมาะกับการออกจากสนามบินไปหาอะไรกินก่อนกลับไปนอนเอาแรงที่โรงแรมเพื่อมาดู X ในวันรุ่งขึ้นเสียนี่กระไร  ช่างเพอร์เฟ็คต์  ช่างเป็นไปตามที่คิด  ช่าง...

   หากไม่มาเพิ่มคอนในวันที่ 16 มกราล่ะก็นะ  = ='

   ที่สำคัญ  เวลาเริ่มแสดงยังคือ 20.00 น.

   ไฟลท์ฉานมันถึง 20.15 อ้ะ  ___orz

   ที่จริงเนี่ย  หากมาเพิ่มเอาวันที่ 18  เราว่าตัวเองยังจะทำใจให้ไม่ไปดู (แม้ว่าหากเพิ่มวันที่ 18 จะเป็นไปตามแผนเป๊ะๆก็ตาม) ได้มากกว่าวันที่ 16 อีกนะ  เพราะพอเป็นแบบนี้  มันก็เป็นอารมณ์ว่าวันที่ 16 จะเป็น "ไลฟ์ครั้งแรกนอกญี่ปุ่นของ X JAPAN"  กรี๊ดดดด  วินาทีประวัติศาสตร์  ฉันจะพลาดได้อย่างรายยยยย  ยังไงมันก็ต้องไปใช่มั้ย  มันต้องไปสินะ 

   ถ้าหากว่าไปทัน.....

   ยังไงก็ดี  เราก็ตัดสินใจแบบเผื่อสุดๆเอาไว้แล้วว่าต่อให้เครื่องดีเลย์จนมาดูไม่ทันก็จะไม่เสียใจ  เลยเลือกซื้อบัตรที่ถูกที่สุดไว้กันเหนียว (ส่วนนึงก็อยากเทียบประสบการณ์ว่าการดูที่ balcony กับ arena มันจะให้ความรู้สึกต่างกันยังไงด้วยเนะ)  ก่อนจะแทบขาดใจตายเมื่อลองกดเล่นๆแล้วเจือกได้ที่นั่งบล็อก A แถว A หน้าสุดติดเวทีมาซะงั้น  ถ้าตอนนั้นมีคนยุหรือไม่รีบปิดทิ้งคงกดซื้อไปเรียบร้อยแล้วล่ะ    (หรือก็คือ  ที่รีบปิดทิ้งเพราะขืนยังดูต่อต้องกดซื้อแน่ๆนั่นเอง)  ถึงงั้นที่นั่งวันแรกก็จัดว่าใช้ได้ (เมื่อเทียบกับราคา)  แถมยังเป็น single seat ให้ฉายเดี่ยวอีกต่างหาก  ^^' 

   อย่างไรก็ดี  ประเด็นว่าที่นั่งจะเป็นยังไงนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจ ณ เวลานั้น  เพราะเรื่องที่ต้องวิตกมากกว่าก็คือ  ฉานจะไปทันม้ายยยย  T0T  ต่อให้บอกว่ามาถึงหลังจากคอนเริ่ม (เอ่อ  ตามกำหนดการที่ X ทำทันน้อยครั้งเต็มทีน่ะนะ) แค่ 15 นาที  แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องแงะตัวเองออกจากสนามบินให้ได้ก่อน  แถมยังต้องไปรับบัตรและหาทางเข้าฮอลล์ด้วยเซนส์เรื่องเส้นทางที่สุดแสนจะห่วยแตก (เป็นมนุษย์ประเภทความสามารถด้านทิศทางเท่ากับศูนย์  ไปถึง AsiaWorld Expo เองคนเดียวได้นี่นับว่าปาฏิหาริย์แล้วนะนั่น)  ซึ่งหลังจากฟันฝ่าอุปสรรคนานัปประการ (>> เวอร์ไปนิด)  ในที่สุดเราก็วิ่งพรวดพราดเข้าไปในฮอลล์ได้!  (วิ่งหน้าตาตื่นเป็นกะเหรี่ยงมากมาย  คนฮ่องกงที่มาสายประมาณกันนี่เดินแบบโคตรชิว)  วินาทีที่เข้าไป (ตอนนั้นประมาณเกือบสามทุ่ม)  สิ่งแรกที่กระแทกประสาทสัมผัสคือ

 

       TOSHI: I'LL SING WITHOUT YOU

      ตรู (ในใจ): YOU SING WITHOUT ME !   

 

   เสร็จแล้วค่อยตะเกียกตะกายหาที่นั่ง  ^^' 

   แม้จะบอกว่าเข้ามาถึงตอน Longing Acoustic Version ที่โทชิ พาตะ ฮีธออกมากันสามคน  แต่เอาเข้าจริง  กว่าจะได้หายใจหายคอและเริ่มมีสติสตังขึ้นมาก็คือหลังจากนั้นเนะ  ^^'  นั่งลุ้นมากมายช่วงที่ทั้งสามคนกลับเข้าหลังเวทีแล้วดับไฟว่าจะเป็นเพลงอะไรต่อไป  ซึ่งก็ดีกับประสาทที่กำลังตึงๆตอนนั้นมาก  เพราะมันคือ Piano Solo ของ YOSHIKI  แม้เมื่อมองจากสายตาคนทั่วไป  อาการที่เรากรี๊ดชีจะดูเหมือนคนบ้าตอนได้เวลาคลั่งมากกว่าก็ตาม   

   พอโยออกมาถึงค่อยรู้สึก  ว่าเจ้า AsiaWorld Arena ที่ใช้จัดเนี่ยมันเล็กดีจริงๆแฮะ  ขนาดบัตรถูกสุดยังเห็นลอนกล้ามชีชัดเลยอ้ะ  >w<  เรียกว่าได้เห็นกันเป็นตัวเป็นตนเป็นคนเป็นๆ  ไม่ใช่แค่เม็ดถั่วหรือหัวไม้ขีดไฟ  แล้ววันที่ 17 ที่ได้ที่เจ๋งๆจะเป็นไงเนี่ยยยย  (เริ่มจินตนาการ)

   จบจาก Piano Solo เข้า Without You แบบ short version เหมือนตอนโตเกียวโดม  ยังคงมีแค่โยกับโทชิที่ออกมา  อีตอนนี้แหละ  ไม่รู้น้ำตามาจากไหน  ทะลักทลายเหมือนเขื่อนแตก  ไหลพรากจนคนฮ่องกงที่อยู่ใกล้ๆทนไม่ได้  ต้องหยิบยื่นทิชชู่ให้ใช้ซับน้ำตา  ซึ่งหลังจากจบคอนเสิร์ตแล้วได้ถามไถ่คุณต้อยติ่ง  ก็ปรากฏว่าได้รับน้ำใจประมาณนี้มาเหมือนกัน  แต่ในกรณีเรานี่บังเอิญเป็นพวกได้คืบจะเอาศอก  พอเค้าใจดีด้วยหน่อยเลยฉวยโอกาส  คอยจิ้มถาม "What did Toshi say?"  ก็ส่วนใหญ่โทชิพูดภาษากวางตุ้งอ่ะ  TwT  คงเพราะงี้ด้วยเลยไม่มี mc ยาวๆเหมือนอย่างในญี่ปุ่น (ซึ่งถูกใจแฟนๆบางส่วน  เนื่องจากเค้าแพ้ mc สไตล์ iyashi kei กัน)  แต่ในส่วนของการทำหน้าที่ frontman นั้น  สมบูรณ์แบบจนนึกไม่ออกเลยว่าหาก X จะมีนักร้องนำคนอื่น (อย่างที่เคยมีพูดๆกัน)  จะมีใครที่สามารถทำในสิ่งที่โทชิทำไว้ทั้งหมดได้

   หลังจากน้ำตาแตกเสร็จก็เข้า Art of Life  เป็นความรู้สึกที่ไม่รู้จะบรรยายยังไงที่ได้เห็นและได้ฟังเพลงนี้แบบไลฟ์สดๆ  มันช่าง.....  ได้แต่ภาวนาว่าจะเอามาเล่นที่เมืองไทย (มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเล่นทั้งเวิร์ลด์ทัวร์)  อยากให้ทุกคนได้มีประสบการณ์นี้ร่วมกันจริงๆค่ะ

   สิ่งที่ฉุกใจเมื่อเข้าเพลงนี้:

   1) ไม่มีผีฮิเดะ (โฮโลแกรม) 

   2) ไม่เห็น Sugizo (ก็สมควร  หากริอ่านใช้โซ่เล่นเพลงนี้โดยไม่ประกาศว่าเป็นสมาชิกคนที่ 6 จะจูงมือฮีไปฟ้องกรมแรงงานกับนักสิทธิมนุษยชนให้ดู)  และอันที่จริงก็ยังไม่เห็นเลย (เพิ่งมารู้เอาหลังจากนั้นว่าโซ่โผล่มาครั้งแรกในเพลง KURENAI  สรุปแล้วเราไม่ได้พลาดโซ่เลยสินะ) 

   3) โยใส่ปลอกคอโด้ยยยยย

   แต่ถอดออกตอนเข้าช่วงหลังของ Art of Life (และไม่เห็นอีกเลย) อ่ะ  = ='

   จบจาก Art of Life ก็ขึ้น intro ของ KURENAI ทันที  ความรู้สึกตอนนั้น >> เฮ้ยยยย  โยจะไหวเร้อออ  น่าจะเป็นบัลลาดให้พักก่อนซักเพลง  แต่ชีไหวค่ะ!  มาครั้งนี้พาวเวอร์อัพมาก  ไม่น่าเชื่อเลยว่าตอนนั้นจะเป็นหวัดอยู่ (แต่หลังจบไลฟ์ฮ่องกงนี่หวัดแสดงอาการเต็มที่  เสียงเธออ่อนระโหยโรยแรงมาก)  ที่สะดุดใจคือ  ในช่วงโซโล่เนี่ย  เราได้ยินเสียงกีตาร์ที่เหมือนเล่นผิด  แต่ในวันที่ 17 มันก็เล่น "ผิด" ตรงจุดเดิมเป๊ะๆ  หรือนี่จะเป็นโซโล่ใหม่?  ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่แฮะ   

   จบ KURENAI  โทชิตะโกน "bye-bye!"  เนื่องจากยังมี trauma กับไลฟ์เคานท์ดาวน์ที่ปราศจากอังกอร์  บวกกับตัวเองมาสาย  เลยนึกขึ้นมาวูบนึงว่าอาจจบเท่านี้แล้วก็ได้  แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงเหมือนตึกจะถล่ม  มันคือเสียงกระทืบเท้านั่นเอง  = =' (ตอนนั้นแอบนินทาคนฮ่องกง  มาก็สายแล้วยังกล้ากระทืบเท้าเรียกเค้าอีกนะ)  ความที่กราวนด์นั้นกระทืบไปก็ไม่ก่อให้เกิดมรรคผลอันใด (มันไม่ดังนั่นเอง)  กลุ่มที่กระทืบหลักเลยจะอยู่ที่สแตนด์  ข้าพเจ้าที่อยู่สแตนด์เลยพลอยกระทืบกับเค้าไปด้วย  ^^'  ตอนแรกรู้สึกแปลกๆ  แต่ตอนหลังคิดว่าสนุกดีนะ  หากไทยจะทำงี้มั่งก็พร้อมร่วมสังฆกรรมค่า

   รอไปไม่นานเท่าไหร่ (หรืออีกนัยหนึ่ง นึกว่าจะปล่อยให้รอนานนนนกว่านี้) สมาชิก X ก็ออกมา  โยเริ่มเล่นเปียโนเพลง ENDLESS RAIN  แฟนๆร้องคลอตาม  โทชิมีการบอกบทด้วยล่ะ   

   ขึ้น I.V.  พอฟังเป็นไลฟ์แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่ดีมากเลยนะ  เป็นเพลงที่เข้ากับกีตาร์ของ Sugizo แบบสุดๆด้วย  มาถึงตรงนี้ก็ขอเถียงแทนโซ่หน่อย  บังเอิญไปเจอคนที่ออกแนวต่อต้านโซ่ว่าเล่นไม่เข้ากับพาตะบ้าง  เล่นเพลงของเอ็กซ์ได้ไม่ดีบ้าง  อันนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย  เพราะทั้งโยและโซ่เองก็บอกว่าเพลงเก่าของ X จำเป็นจะต้องเล่นในแบบของฮิเดะ  ถ้าเป็นเพลงใหม่โยถึงจะให้อิสระโซ่ได้เต็มที่  จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมใน I.V. เสียงของโซ่ถึงสามารถเข้ากับเสียงของสมาชิกคนอื่นได้แบบพอดิบพอดี (ส่วนตัวแล้ว  ในด้านเทคนิค  เราว่าโซ่เก่งกว่าฮิเดะนะ  ^^')  แค่มาช่วยในฐานะ guest (ที่ออกจะเป็นขาประจำไปนิด) Sugizo ก็ได้รับแรงกดดันมหาศาลอยู่แล้ว (โซ่เคยให้สัมภาษณ์ใน hide bible ว่าตอนแรกที่โยมาบอกเนี่ยพยายามขัดขืนสุดชีวิต  ประมาณว่าไม่ไหวหรอก  ต้องถูกแฟน X ฆ่าแน่  ต้องถูกด่า  ถูกประณามหยามเหยียดนานาประการ  ทำเอาแฟน X ที่ได้อ่านหลายคนแอบรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ)  ในสภาพแบบนี้  Sugizo ยังทำได้ถึงขั้นนี้  เรานึกถึงคนอื่นที่จะดีไปกว่านี้ (ยกเว้นตัวฮิเดะเอง) ไม่ออกแล้วล่ะ

   จบ I.V. แล้วตามด้วย Drum Solo (เล็กๆ) แบบไม่มีการพัก  หญิงโยโชว์เทพ!! >w<  มีการมือนึงถือขวดน้ำ (ทั้งกินเข้าไปและพ่นออกมา) มือนึงตีกลอง  จะว่าฮาก็ฮา  จะว่าเท่ก็เท่  จะว่าน่ารักก็น่ารัก  หลายอารมณ์มากมาย   

   ช่วงนี้โทชิมีแกล้งโย  เอาแต่ตะโกน On Drums YOSHIKI!  โยเลยต้องกระหน่ำตีกลอง  พอจะพักหน่อยโทชิก็ตะโกนซ้ำ  หลายรอบมากจนโยหมดแรง (ให้อารมณ์เหมือนดูคุณสามีที่เป็น S แก้แค้นคุณภรรยาที่ตอนนี้เป็น M ยังไงชอบกล)  มาพูดใส่ไมค์ว่า "On Vocal TOSHI"  แต่เสียงเธอระโหยมากค่ะ  และแน่นอนว่าโทชิก็ไม่บ้าจี้ร้องเพลงเหมือนที่เธอบ้าจี้ตีกลองด้วย    โยเลยพูดต่อด้วยอารมณ์กึ่งฟ้อง  "Toshi wants to kill me." 

 

      TOSHI: I'LL KILL YOU  (น้ำเสียง S มากกกก)

 

   ขอบอกว่า  เจ้า "I'll kill you" นี่ถูกพูดซ้ำจนนึกไปว่าอาจเล่นจริงเลยนะ (หากเป็นงั้นจะสุดยอดมาก)  เพราะโยมีบ้าจี้ (เธอเป็นคนยุขึ้นง่ายเนอะ)  พุ่งเข้าไปตีกลองช่วงขึ้นต้นของ I'll kill you ด้วย  ด้วยอารมณ์โยตอนนั้น  เราว่าหากทุกคนเอาตามคงได้เล่นไปแล้วล่ะ  สรุปแล้วนัดนี้หญิงโยเลยยังกำชัยเหนือสามี  เพราะพอเอาจริงขึ้นมาโทชิก็ถอนตัวซะงั้น  ฮ่าๆๆ  (สรุปแล้ว  ที่คุณสามีเล่นบท S ก็เพราะจะเอาใจคุณภรรยาที่เป็น M สินะ)

   ขึ้น X  รู้สึกดีใจ  T^T  ในที่สุดเราก็จะได้ทำ X จัมป์แล้วสินะ  ตอนนี้แม้แต่สาวฮ่องกงใกล้ๆที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยยังลุกขึ้นมาเลยฮ่ะ  แล้วไม่รู้ว่าหนุ่มฮ่องกงคนนึงที่ออกแนวมันส์จัดเหงาที่คนรอบข้างไม่ค่อย wild กันรึเปล่า (วันแรกคนดูไม่ high เท่าวันที่สอง  เทียบกันไม่ได้เลยแหละ)  เลยเลือกมายืนตรงบันไดข้างๆเราซะงั้น  ประมาณว่าจะได้มีเพื่อนช่วยบ้าล่ะมั้ง  ^^'

   ช่วงจบ X  โยเริ่มพังกลองสไตล์เดียวกับที่ทำในอาคาซากะ บลิทส์  คือตีไปแยกชิ้นส่วนกลองไป (โชว์เทพขึ้นทุกวัน)  ช่วงนี้มีเอฟเฟคต์เป็นเปลวไฟฟู่ขึ้นมา  วินาทีแรกที่เห็น  และเมื่อออกมาคุยกับคนไทยที่ได้เห็น  คำที่ผุดขึ้นมาในสมองของทุกคนคือ "ซานติก้า"  = _ ='  มันคือ trauma ระดับชาติที่คนไทยมีร่วมกันสินะ  แอบเหลือบมองทางออกกับนึกห่วงโยขึ้นมานิดนึงด้วยล่ะ (และในวันรุ่งขึ้นที่ชีมีพุ่งเข้าใส่ไฟ  ผมเธอก็ไหม้ไปหน่อยนึงด้วย  นับว่าโชคดีมากแล้วนะนั่น  เพราะเจ้าเอฟเฟคต์นี่แม้แต่คนดูยังทั้งร้อนทั้งได้กลิ่นไหม้เลยล่ะ)       

   จบ X  ฮอลล์ดับไฟ  เข้าใจว่าแฟนๆไม่น้อยคงคิดว่าไลฟ์จบแล้ว (เราก็คิดเหมือนกัน  ขนาดมาสายยังรู้สึกว่าเกินเงินที่จ่ายไปเยอะแล้ว)  เพราะตรงสแตนด์ที่เรานั่งมีบางคนเริ่มเก็บข้าวของ  บางคนก็ลุกออกไป  และพวกนี้แหละที่รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาอีกรอบพอเริ่มอังกอร์อีกครั้ง

   Encore 2: Tears  ไม่มีแรงจะบรรยาย  รู้สึกแต่ว่าที่หอบผ้าหนีตามข้ามประเทศมานี่คิดไม่ผิดแล้วล่ะ  TwT 

   SE. Say Anything  ตุ๊กตาฮิเดะ (อยากได้  ไม่มีทำขายมั่งเรอะ  อยากได้ของสมาชิกทุกคนเลย)  ทำบันไซกัน 6 คน 3 ครั้ง (หรือห้า?  จำได้แต่รู้สึกว่าน้อย)  สมาชิกทุกคนดูมีความสุข  ตอนนั้นถือเป็นนาทีที่ดีที่สุดในชีวิตจริงๆ

 

ป.ล. เขียนเอาจากความทรงจำทั้งหมด  ยังไม่ได้ไปเช็คดูในยูทูบเลย  หากมีตรงไหนคลาดเคลื่อนก็ขออภัยด้วยเน้อ

ป.ล.2 มีตอนนึงที่โยออกมารายงานว่าสมาชิกทุกคนในวงเป็นหวัดกันหมด  มีฮีธคนเดียวที่ healthy เพราะ "He's the youngest."  พอออกมาเลยเกิดการไถ่ถามว่าโซ่กับฮีธใครแก่กว่ากัน  เสียงในที่นั้นพากันบอกว่าโซ่แก่กว่า (บางคนโหดร้ายถึงขั้นว่าดูหน้าแล้วโซ่แก่กว่าชัวร์ๆ  เหอๆ)  พอกลับมาเช็คดู  โซ่เกิดปี 1969  ส่วนฮีธเกิด 1968...  ___orz  สรุปแล้วไม่มีใครเป็นโอตาคุฮีธที่แท้จริงเลยสินะ  ^^'  แอบเสียมารยาทกับโซ่มากมาย  แต่ถึงจะมีริ้วรอย  ฮีก็หล่อขาดใจเลยนะ ขอบอก  ><    

 

 

edit @ 25 Jan 2009 15:32:09 by XFreak

   ฮะๆ  หลังจากนอนเครียด  แถมตื่นมายังเจ็บคออย่างแรง (สัญญาณว่าโดนหวัดแดร๊กอีกแล้ว  ติดจากหญิงโยทางกระแสจิตรึเปล่านี่)  และหลังจาก Server busy จนปิ๋วปิ้วไป 2-3 รอบ  ในที่สุดเราก็ได้มันมาแร้ววววว

   แถมครั้งนี้ยังทำเองด้วยนะ! (น่าภูมิใจมาก)

   ถึงครั้งนี้จะยังคงไม่สบาย (ทำไม X ขายบัตรทีไรถึงเปื่อยทุกทีเลยหว่า)  แต่ก็ไม่เครียดถึงขั้นอาเจียนแตกอย่างคราวที่แล้วเนะ (นั่นทั้งโรคกระเพาะกำเริบ  ทั้งท้องเสีย  นรกสุดๆ)  อาจเพราะครั้งนี้เราไม่สนใจเลยล่ะมั้งว่าจะได้ที่ตรงไหน  เพราะเผื่อใจไว้ถึงขั้นเครื่องอาจดีเลย์จนไปดูไม่ทัน  ลงเอยที่บริจาคเงินสมทบทุนเข้ากระเป๋าหญิงโยไป  ^^'

   ที่นั่งวันที่ 16 ที่ได้: Section: BLOCK 11 ; Rows: V; Seats: 21

 

 

 

   ฉายเดี่ยวเลยวุ้ย  ^^'

   ก็นับว่าโอเคทีเดียว (เพราะไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว)  การซื้อบัตรครั้งนี้นับว่าไม่ดุเดือดเท่าครั้งที่แล้ว (ของมันแน่)  มาเพิ่มรอบเอาตอนนี้  แถมยังประกาศแล้วขายวันรุ่งขึ้นอีก  เอากะชีสิ  แต่ไม่ว่ายังไงก็อยากให้บัตรหมดนะ  >w<

   (ขอสกรีมเล็กน้อย)  กรี๊ดดดดดดด  เมื่อกี๊ลองกดเช็คดูเล่นๆ  ได้ที่บล็อก A แถว A ซีท 2 ด้วยล่ะ  อร๊ากกกก  ทำไมไม่เป็นวันที่ 17 ฟร้าาาาาาา  ใครคิดจะซื้ออย่ามัวลังเลนะคะ  มีโอกาสได้ที่ดีๆสูงมากกกกกกกกกกกก

 

   ต่อไปขออนุญาตประชาสัมพันธ์เล็กน้อยค่า  เรื่องของเรื่องคือคุณต้อยติ่งผู้ที่เราคอยรบกวนอยู่เสมอเกิดเบลอเล็กน้อย  ^^'  กดเลือกผิดพลาด  เลยได้บัตรมา 4 ใบทั้งที่จะไปกันแค่ 2 คน  ที่แจ่มมากมาย! 

 

 

           BLOCK A ; Rows C ; Seats: 4-5

 

 

 

   คนที่จะไปวันที่ 16 ด้วยได้ที่อะไรกันบ้างเอ่ย  ^^

 

 

ป.ล. ปัจจุบันบัตรขายไปเรียบร้อยแล้วค่า

  

edit @ 7 Jan 2009 12:03:18 by XFreak